หน้าแรก > บริการทางการแพทย์ > คลินิกสูติ-นรีเวช

คลินิกสูติ นรีเวช

          บริการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยสูติ-นรีเวชกรรมทั่วไป ทั้งแพทย์โรงพยาบาลและแพทย์จากคลินิก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของโรงพยาบาลที่มีการมุ่งเน้นการรับส่งต่อ ดูแลลูกค้าจากคลินิก

          กลุ่มสูติกรรม ให้บริการฝากครรภ์และดูแลมารดาตั้งครรภ์ บริการคลอดบุตรแบบธรรมชาติ และผ่าตัดคลอด

          บริการทางนรีเวชกรรม เช่น การตกขาว ติดเชื้อระบบสืบพันธ์ ถุงน้ำรังไข่ ก้อนเนื้อมดลูก มะเร็งทางนรีเวช และปรึกษาผู้มีภาวะมีบุตรยาก โดยบริการการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง และผ่าตัดผ่านกล้อง

นรีเวชกรรม

1. การตรวจมะเร็งปากมดลูก (THIN  PREP) เหมาะสำหรับหญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจเป็นประจำทุกปี ช่วงที่เหมาะสมในการตรวจ หลังประจำเดือน หมด 5 – 7 วัน

ทำไมต้องตรวจมะเร็งปากมดลูก เพราะในแต่ละปีผู้หญิงทั่วโลกถูกคุกคามด้วยมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นปีละ 466,000 คนเสียชีวิตปีละ 231,000 คน และขณะนี้ผู้หญิงไทยเป็นมะเร็ง ปากมดลูก ระยะลุกลามปีละ 5,600 เสียชีวิตสูงถึงปีละ 3,000 คนเฉพาะค่ารักษาอย่างเดียวเฉลี่ยสูงถึงคนละ 1 แสนบาท ซึ่งพบมากในช่วงอายุ 30 ถึง 60 ปี มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยแพทย์สามารถ ตรวจคัดกรองหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก  ซึ่งผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการ

สาเหตุสำคัญ คือการติดเชื้อไวรัส ฮิวแมนแพปพิลโลมา หรือเอชพีวี (human papillo virus) บริเวณอวัยวะเพศโดยเฉพาะบริเวณปากมดลูก
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อ คือการมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุยังน้อย หรือการตั้งครรภ์เมื่ออายุยังน้อย

2. การตรวจหาเชื้อ HPV (Cervista) เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัส HPVกลุ่มเสี่ยงที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกโดยระบุสายพันธุ์ชนิด  16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดมะเร็งปากมดลูก วิธีการตรวจเหมือนการตรวจมะเร็งปากมดลูก

เนื่องจากการตรวจ แพปสเมียร์ (pap smear) มีข้อจำกัดหลายอย่าง ตั้งแต่การเก็บสิ่งส่งตรวจ การอ่าน smear การแปลผล เป็นต้น ความไวในการตรวจ หาเซลล์ที่ผิดปกติ ที่สามารถระบุเป็นมะเร็งปากมกลูกคือ 50-70%ผลที่ได้จากกตรวจโดยวิธีนี้เพียงอย่างเดียวทำให้มีโอกาสพลาดในการวินิจฉัย

ปัจจุบันการตรวจเชื้อไวรัสเอชพีวี ใช้วิธี PCR (polymeras Chairn Reaction ) ซึ่งเป็นเทคนิคการตรวจทางด้านชีวโมเลกุลที่มีความไวในการตรวจสูงถึง 95-100% และมีความจำเพาะต่อเชื้อไวรัสเอชพีวีเท่านั้น  ทำให้สามารถตรวจพบเชื้อเมื่อเทียบกับการตรวจโดยวิธีดั้งเดิม และเป็นวิธีที่ยอมรับของ ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก

วิธีการตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบวิธี Thin prep

แพทย์จะเก็บเซลล์จากบริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ  จากนั้นจะใส่ลงในขวดน้ำยา Thin prep นำส่ง lab ย้อมสีและดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งแตกต่างจาก Pap smear ธรรมดา ที่เก็บเซลล์ด้วยไม้พาย และป้ายลงบนกระจกแก้ว เพื่อ lab ย้อมสีและดูด้วยกล้องจุลทรรศน์เลย ซึ่งความละเอียดจะน้อยกว่า

ส่วนการตรวจหาเชื้อ HPV DNA Test

จะใช้วีการเดียวกัน  แต่จะเลือกตรวจหาเฉพาะเชื้อไวรัส HPV ต่อ เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกในอนาคต โดยราคา HPV DNA ประมาณ 4,200 บาท

มะเร็งปากมดลูกแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
1. ระยะก่อนลุกลาม สามารถรักษาให้หายขาดได้
2. ระยะลุกลาม การรักษาในปัจจุบันมีอัตราการอยู่รอดดังนี้

ระยะของมะเร็ง        อัตราการอยู่รอด 5 ปี (ร้อยละ)

ระยะที่ 1                    80
ระยะที่ 2                    60
ระยะที่ 3                    30
ระยะที่ 4                    10

เมื่อผลการตรวจระบุผิดปกติ (Abnormal) แพทย์จะอธิบายให้ทราบว่ามีความผิดปกติอย่างไร มากน้อยเพียงไร และให้คำแนะนำในการวางแผนการรักษาต่อไป

ข้อสำคัญ

มะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้และรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่เริ่มแรกหรือตรวจพบในระยะก่อนเป็นมะเร็งลุกลาม ดังนั้นการเข้ารับการตรวจภายในและมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอปีละ 1 ครั้งและตินเพร็พ จะทำให้คุณ...มั่นใจ...ปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก

3. โปรแกรมฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก  โดยฉีด 3 เข็ม(0 ,2 และ6เดือน)เหมาะสำหรับอายุตั้งแต่ 9 ปี เป็นต้นไป สำหรับหญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจมะเร็งปากมดลูกก่อนฉีด

4. การตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง เพื่อค้นหาความผิดปกติของรังไข่  มดลูก และปีกมดลูก

5. การฉีดสีตรวจโพรงมดลูกและท่อนำไขเป็นการตรวจระบบสืบพันธุ์สตรีโดยการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยาก เนื่องจากโพรงมดลูกตีบ เนื้องอกในโพรงมดลูก ท่อนำไข่ตีบตัน ท่อนำไข่โป่งพอง เวลาที่เหมาะในการตรวจคือวันที่ 10 ของรอบประจำเดือน และต้องโทรนัดตรวจ ที่แผนกเอกซเรย์

6. การตรวจอสุจิเพื่อดูความสมบูรณ์

  • การเตรียมตัว
  • งดยาทุกประเภทเป็นระยะ 7 วัน ก่อนการเก็บน้ำอสุจิ (Sperm)
  • งดร่วมเพศ  2-3 วัน ก่อนการเก็บน้ำอสุจิ  (Sperm)
  • ทำการเก็บโดยวิธีให้ผู้ป่วยช่วยตัวเอง (ห้ามใช้ถุงยางอนามัยเก็บเพราะจะทำให้อสุจิตายได้หรือเคลื่อนไหวช้าลง
  • เก็บน้ำอสุจิ(Sperm)ใส่ขวดปากกว้าง ที่แห้ง สะอาด และมีฝาให้สนิท
  • เก็บน้ำอสุจิ(Sperm)ให้หมดที่มีการหลั่งในครั้งนั้น เพื่อให้สามารถวัดปริมาตรที่ได้อย่างถูกต้องและคำนวณหาจำนวนตัวอสุจิ(Sperm)ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น)หากไม่สามารรถเก็บมาได้ทั้งหมดไม่ควรนำมาทดสอบในครั้งนั้น
  • ควรนำส่งห้องปฏิบัติการทันที เพื่อผู้ตรวจสามารถสังเกตลักษณะการละลายตัวของน้ำอสุจิ (Sperm)ได้ทัน
    (ระยะเวลาในการละลายตัวดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อแม่นยำมากขึ้น)
  • กรณีเก็บน้ำอสุจิ(Sperm) มาจากบ้านควรนำส่งห้องปฏิบัติการภายใน 1 ชั่วโมง เพราะหากทิ้งไว้นานจะทำให้อสุจิ(Sperm)เคลื่อนไหวช้าลงหรือตายได้ (ในกรณีนี้ผู้ตรวจจะไม่สามารถสังเกตระยะเวลาการละลายตัวของน้ำอสุจิได ้(Sperm) ได้ หากไม่สามารถส่งได้ทันภายในเวลาดังกล่าว แนะนำให้ผู้ป่วยมาเก็บที่โรงพยาบาล
  • การนำส่งห้องปฏิบัติการให้นำส่งภายใต้อุณหภูมิ 20-40 องศาเซลเซียส หรือ ที่อุณหภูมิห้องทั่วๆไป ห้าม แช่เย็น

การตรวจเลือด คัดกรอง Down’ s syndrome ในหญิงตั้งครรภ์ ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์อายุไม่ถึง 35 ปี ไม่มีข้อบ่งชี้ในการเจาะน้ำคร่ำ  โดยส่งตรวจ

    1.1 First  Trimester Screening ในช่วงอายุครรภ์ 10 -13 สัปดาห์

    1.2 Tripple Test ในช่วงอายุครรภ์ 14 -22 สัปดาห์ สัปดาห์

    1.3 Quadruple Test ในช่วงอายุครรภ์ 14 -22 สัปดาห์ ** ระยะเวลาในการรอผล 10- 14 วัน


ด้านนรีเวชกรรม
ด้านนรีเวชดูแลตรวจรักษาในทุกปัญหาของสตรีโดยเฉพาะ เช่น

1. ตกขาว คือ มีส่วนประกอบของน้ำ เม็ดเลือดขาว เซลล์ปากมดลูก เซลล์ปากช่องคลอด และแบคทีเรีย ตกขาวแบ่งเป็นตกขาวปกติตามธรรมชาติ  หลังจากหมดประจำเดือนจะมีลักษณะเป็นมูกใสยืดได้เมื่อกลางรอบเดือน และจะกลับมาข้นเมื่อใกล้มีประจะเดือน แต่ตกขาวที่ผิดปกติจะมีลักษณะมีสีเหลือง เขียว หรือมีเลือดหรือมีปริมาณมาก คันและอาจมีกลิ่น

อาการตกขาวจากภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา มักพบได้ในสตรีขณะตั้งครรภ์ ซึ่งมีระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ทำให้เชื้อราเติบโตในช่องคลอดได้รวดเร็ว ในสตรีที่รับประทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน สตรีที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน สตรีที่มีภูมิต้านทานต่ำ

สาเหตุของอาการผิดปกติ

  - เชื้อราในช่องคลอด
  - แบคทีเรียในช่องคลอด ( Bacterial vaginosis )
  - การติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน, หนองในเทียม, เริม
  - ปากมดลูกอักเสบ, แผลในปากมดลูก
  - มะเร็งปากมดลูก
  - การติดเชื้อไวรัสที่ช่องคลอดและปากมดลูกเช่นหูดหงอนไก่ (Condyloma acuminate) ฉะนั้นการรักษาจึงขึ้นอยู่กับสาเหตุ ซึ่งการหาสาเหตุอาจจะต้องมีการตรวจ
    วินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น ตรวจตกขาวด้วยวิธี Wet Smear, ตรวจมะเร็งปากมดลูก, เพาะเชื้อ

2. ทางเลือกในการรักษา
  - ยาเหน็บช่องคลอด
  - ยารับประทาน
  - ยาทา

 3. ผลข้างเคียงทางการตรวจรักษา

  - ผลข้างเคียงจากยาที่ใช้หรือการแพ้ยาซ้ำพบน้อยมาก

4. การปฏิบัติตัวก่อน - หลัง

  - การทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังซับให้แห้งทุกครั้งหลังขับถ่ายและไม่สวนล้างช่องคลอด

  - ไม่ควรใส่กางเกง/กางเกงในรัดๆ หลังทำความสะอาดชุดชั้นในควรตากในที่มีลมโกรกและแดดส่องถึง

  - ใช้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์  กรณียาปฏิชีวนะควรรับประทานให้ครบตามแพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อยาใช้เอง

เครื่องมือที่ทันสมัย

การตรวจด้วยคอลโปสโคป (Colposcopy) คือ อะไร

        การตรวจด้วยคอลโปสโคป คือ การตรวจเนื้อเยื่อบุผิว (epithelium) ของปากมดลูก ช่องคลอด ปากช่องคลอด และทวารหนัก ด้วยกล้องขยายส่องสว่างหลังจากทาหรือชโลมด้วยน้ำยาเฉพาะ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง หรือเพื่อตรวจยืนยันความปกติของเนื้อเยื่อบุผิว หัตถการที่อาจจะทำร่วมกับการตรวจ คือ การตัดเนื้อเยื่อเป้าหมายออกตรวจ (targeting biopsies) จากบริเวณที่มีความผิดปกติรุนแรงที่สุด ในการวินิจฉัยโรคหลังการตรวจด้วยคอลโปสโคปจะกระทำจากพยาธิสภาพที่มีความรุนแรงมากที่สุด แต่ในการรักษาอาจจะต้องครอบคลุมรอยโรคบริเวณอื่นที่มีความรุนแรงน้อยกว่าด้วย

ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป

ข้อบ่งชี้ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป ได้แก่
  - ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ด้วย Pap smear ผิดปกติ(ASC-US หรือรุนแรงกว่า) เป็นข้อบ่งชี้ให้ทำการตรวจมากที่สุด
  - ปากมดลูกมีลักษณะผิดปกติเช่น มีแผล หรือก้อนเนื้อ จากการตรวจด้วยตาเปล่า
  - เลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือนที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ หรือเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ และตกขาวเนิ่นนานที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ อาจตรวจด้วยคอลโปสโคปเพื่อวินิจฉัยแยกโรคมะเร็ง
  - รอยโรคน่าสงสัยบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอดจากการตรวจด้วยตาเปล่า
  - กรณีอื่น ๆ ที่อาจพิจารณาตรวจด้วยคอลโปสโคป
  - การติดเชื้อ high-risk HPV แบบเนิ่นนาน (persistent HPV infection) เช่น ผลการตรวจ HPV DNA testing ให้ผลบวก 2 ครั้ง จากการตรวจห่างกัน 12 เดือน
  - ผลการตรวจด้วยน้ำส้มสายชู (visual inspection with acetic acid, VIA) พบฝ้าขาวหรือผิดปกติ
  - การตรวจติดตามผลหลังการรักษารอยโรค CIN ด้วยการรักษาเฉพาะที่ เช่น การจี้ด้วยความเย็น และ การตัดด้วยห่วงไฟฟ้า ฯลฯ
  - รอยโรค CIN 1 ที่คงอยู่นานกว่า12 เดือน
  - คู่นอนเป็นเนื้องอกหรือหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศส่วนล่าง
  - ผล Pap smear พบว่ามีการอักเสบหลายครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะในสตรีที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก

จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคป

จุดประสงค์ของการตรวจด้วยคอลโปสโคปในสตรีที่มีผล Pap smear ผิดปกติมี 3 ประการคือ

1. เพื่อตรวจแยกว่าไม่มีมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม
2. เพื่อตรวจหารอยโรคขั้นสูงได้แก่ พยาธิสภาพ CIN2,3 และ adenocarcinoma in situ (AIS) ซึ่งต้องทำการการรักษาไม่ให้รอยโรคคืบหน้าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม
3. เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไปเช่น ถ้าผล Pap smear เป็น ASC-US หรือ LSIL และการตรวจด้วยคอลโปสโคปไม่พบรอยโรคสามารถตรวจติดตามดูการดำเนินโรคได้ทุก 6 เดือน หรือถ้าผล Pap smear เป็น HSIL และผลการตรวจด้วยคอลโปสโคปไม่เห็น transformation zone หรือเห็น transformation zone ได้ไม่หมดหรือเห็นรอยโรคได้ไม่หมดควรทำการตัดปากมดลูกเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic excision)

 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
แผนกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่
75 ซอย 15 ถ.เพชรเกษม ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
โทรศัพท์ : 0 7427 2800 ต่อ 2108 - 9
โทรสาร : 0 7427 2840
อีเมล์ :
     
ธุรกิจออนไลน์ในเครือ
การ์ดเยี่ยมไข้ออนไลน์ เบบี้ออนไลน์ ระบบจัดการข้อมูล ระบบเช็คอีเมล์